ตลาดทองคำไทยในวันนี้ (23 เม.ย. 2569) เผชิญแรงเทขายกดดันให้ราคาปรับลดลง 300 บาท โดยราคาทองแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่ 72,250.00 บาท และขายออกที่ 72,450.00 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวลง 0.41% สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก (XAU/USD) ที่ลดลงเล็กน้อยเช่นกัน แรงกดดันหลักมาจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด ทำให้ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคาในระยะยาว
ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาทองคำทั้งในประเทศและตลาดโลกปรับตัวลดลงในวันนี้ (23 เม.ย. 2569) คือการประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) ของสหรัฐฯ สำหรับเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ รายงานล่าสุดระบุว่า Core PCE (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% และ 3.0% ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้ตอกย้ำถึงความท้าทายในการควบคุมเงินเฟ้อของ Fed และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงต่อไปนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ หรืออาจจะพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากเงินเฟ้อยังคงเร่งตัว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำที่ซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์
จากข้อมูลราคาทองคำโลก (XAU/USD) ที่เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ $2,890 - $2,905 ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าและปรับตัวลงมาปิดที่ประมาณ $2,885 ต่อออนซ์ ในช่วงบ่ายวันนี้:
* แนวรับ (Support): ราคาทองคำมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ $2,870 - $2,860 ต่อออนซ์ หากหลุดจากระดับนี้ อาจเห็นการปรับฐานลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่ $2,840 ต่อออนซ์
* แนวต้าน (Resistance): แนวต้านแรกอยู่ที่บริเวณ $2,900 - $2,915 ต่อออนซ์ หากสามารถทะลุผ่านไปได้ มีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ $2,930 ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
* RSI (Relative Strength Index): ปัจจุบัน RSI อยู่ที่ประมาณ 55 บ่งชี้ว่าราคายังคงอยู่ในโซนกลาง ไม่ได้อยู่ในภาวะ Overbought หรือ Oversold ที่ชัดเจน แต่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยหลังการปรับฐานวันนี้
* MACD (Moving Average Convergence Divergence): MACD ยังคงอยู่เหนือเส้น Signal Line แต่แท่ง Histogram มีขนาดเล็กลง แสดงถึงโมเมนตัมขาขึ้นที่เริ่มชะลอตัวลง หรืออาจกำลังส่งสัญญาณการปรับฐานในระยะสั้น
สำหรับราคาทองคำในประเทศ (ทองแท่ง 96.5%) แนวรับสำคัญจะอยู่ที่ 72,000 บาท และ 71,800 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 72,600 บาท และ 72,800 บาท
การประกาศตัวเลข PCE ที่สูงเกินคาดทำให้ตลาดกลับมาประเมินโอกาสที่ Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดย Bloomberg Fed Funds Futures ชี้ว่าโอกาสในการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน 2569 ลดลงเหลือเพียง 45% จากเดิมที่เคยสูงถึง 60% เมื่อสัปดาห์ก่อน และบางส่วนเริ่มมองเห็นความเสี่ยงที่ Fed อาจจะต้องพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากเงินเฟ้อยังคงรุนแรง การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น หรือแม้แต่การขึ้นดอกเบี้ย จะยังคงเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำในระยะสั้นถึงกลาง เนื่องจากจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทน
นอกเหนือจาก PCE ที่กล่าวไปแล้ว ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ประกาศไปเมื่อต้นเดือนเมษายนก็ยังคงอยู่ในระดับสูง โดย CPI ทั่วไปอยู่ที่ 3.7% และ Core CPI อยู่ที่ 3.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่นนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของ Fed และทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ยังคงอยู่ในระดับสูง
หลังจากการประกาศตัวเลข PCE ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY Index) ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 106.8 จุด จากเดิมที่เคลื่อนไหวอยู่ราว 106.2 จุด ในช่วงต้นสัปดาห์ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น และส่งผลให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง
แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลดลงจากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญในระยะยาว
* ตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ: สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง แม้จะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาสที่ยืดเยื้อ และความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกยังคงเป็นประเด็นสำคัญ การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวโอมานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ตอกย้ำความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก หากสถานการณ์บานปลาย อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระตุ้นความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
* รัสเซีย-ยูเครน: สงครามในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป โดยล่าสุดมีการรายงานว่ารัสเซียได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศในภูมิภาคดอนบาส และยูเครนกำลังเตรียมการตอบโต้ การยืดเยื้อของความขัดแย้งนี้ยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกและกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
* ไต้หวัน: ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา การซ้อมรบทางทหารของจีนในช่องแคบไต้หวันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และการเยือนไต้หวันของคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ทำให้สถานการณ์ยังคงเปราะบาง หากเกิดความขัดแย้งขึ้น อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและกระตุ้นให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น
เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความต้องการทองคำในจีนยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากธนาคารกลาง
ทองคำไทยร่วง 300 บาท หลังรายงาน PCE สหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด: วิเคราะห์แนวโน้ม 23 เม.ย. 2569
ตลาดทองคำไทยในวันนี้ (23 เม.ย. 2569) เผชิญแรงเทขายกดดันให้ราคาปรับลดลง 300 บาท โดยราคาทองแท่ง 96.5% รับซื้ออยู่ที่ 72,250.00 บาท และขายออกที่ 72,450.00 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวลง 0.41% สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก (XAU/USD) ที่ลดลงเล็กน้อยเช่นกัน แรงกดดันหลักมาจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด ทำให้ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหนุนราคาในระยะยาว
ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาทองคำทั้งในประเทศและตลาดโลกปรับตัวลดลงในวันนี้ (23 เม.ย. 2569) คือการประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) ของสหรัฐฯ สำหรับเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญ รายงานล่าสุดระบุว่า Core PCE (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% และ 3.0% ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้ตอกย้ำถึงความท้าทายในการควบคุมเงินเฟ้อของ Fed และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงต่อไปนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ หรืออาจจะพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากเงินเฟ้อยังคงเร่งตัว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำที่ซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์
จากข้อมูลราคาทองคำโลก (XAU/USD) ที่เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ $2,890 - $2,905 ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าและปรับตัวลงมาปิดที่ประมาณ $2,885 ต่อออนซ์ ในช่วงบ่ายวันนี้:
* แนวรับ (Support): ราคาทองคำมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ $2,870 - $2,860 ต่อออนซ์ หากหลุดจากระดับนี้ อาจเห็นการปรับฐานลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่ $2,840 ต่อออนซ์
* แนวต้าน (Resistance): แนวต้านแรกอยู่ที่บริเวณ $2,900 - $2,915 ต่อออนซ์ หากสามารถทะลุผ่านไปได้ มีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ $2,930 ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
* RSI (Relative Strength Index): ปัจจุบัน RSI อยู่ที่ประมาณ 55 บ่งชี้ว่าราคายังคงอยู่ในโซนกลาง ไม่ได้อยู่ในภาวะ Overbought หรือ Oversold ที่ชัดเจน แต่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยหลังการปรับฐานวันนี้
* MACD (Moving Average Convergence Divergence): MACD ยังคงอยู่เหนือเส้น Signal Line แต่แท่ง Histogram มีขนาดเล็กลง แสดงถึงโมเมนตัมขาขึ้นที่เริ่มชะลอตัวลง หรืออาจกำลังส่งสัญญาณการปรับฐานในระยะสั้น
สำหรับราคาทองคำในประเทศ (ทองแท่ง 96.5%) แนวรับสำคัญจะอยู่ที่ 72,000 บาท และ 71,800 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 72,600 บาท และ 72,800 บาท
การประกาศตัวเลข PCE ที่สูงเกินคาดทำให้ตลาดกลับมาประเมินโอกาสที่ Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง โดย Bloomberg Fed Funds Futures ชี้ว่าโอกาสในการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน 2569 ลดลงเหลือเพียง 45% จากเดิมที่เคยสูงถึง 60% เมื่อสัปดาห์ก่อน และบางส่วนเริ่มมองเห็นความเสี่ยงที่ Fed อาจจะต้องพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากเงินเฟ้อยังคงรุนแรง การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น หรือแม้แต่การขึ้นดอกเบี้ย จะยังคงเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำในระยะสั้นถึงกลาง เนื่องจากจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทน
นอกเหนือจาก PCE ที่กล่าวไปแล้ว ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ประกาศไปเมื่อต้นเดือนเมษายนก็ยังคงอยู่ในระดับสูง โดย CPI ทั่วไปอยู่ที่ 3.7% และ Core CPI อยู่ที่ 3.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่นนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของ Fed และทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ยังคงอยู่ในระดับสูง
หลังจากการประกาศตัวเลข PCE ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY Index) ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 106.8 จุด จากเดิมที่เคลื่อนไหวอยู่ราว 106.2 จุด ในช่วงต้นสัปดาห์ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น และส่งผลให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง
แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลดลงจากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญในระยะยาว
* ตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ: สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง แม้จะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาสที่ยืดเยื้อ และความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกยังคงเป็นประเด็นสำคัญ การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวโอมานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ตอกย้ำความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก หากสถานการณ์บานปลาย อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระตุ้นความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
* รัสเซีย-ยูเครน: สงครามในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป โดยล่าสุดมีการรายงานว่ารัสเซียได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศในภูมิภาคดอนบาส และยูเครนกำลังเตรียมการตอบโต้ การยืดเยื้อของความขัดแย้งนี้ยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกและกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
* ไต้หวัน: ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา การซ้อมรบทางทหารของจีนในช่องแคบไต้หวันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และการเยือนไต้หวันของคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ทำให้สถานการณ์ยังคงเปราะบาง หากเกิดความขัดแย้งขึ้น อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและกระตุ้นให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น
เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และอุปสงค์ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความต้องการทองคำในจีนยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคม 2569 มีรายงานว่า PBOC ได้เพิ่มปริมาณทองคำสำรองอีกกว่า 12 ตัน นับเป็นการซื้อสุทธิทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ความต้องการทองคำจากภาคครัวเรือนและนักลงทุนรายย่อยในจีนก็ยังคงสูง เนื่องจากทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจภายในประเทศและตลาดหุ้นที่ผันผวน
* ระยะสั้น (Short-term): ราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงสูงและการส่งสัญญาณ Hawkish ของ Fed ที่อาจคงอัตราดอกเบี้ยสูงไปอีกนาน การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันทองคำในระยะสั้น หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อาจเห็นการปรับฐานลงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่บริเวณ $2,840 - $2,860 ต่อออนซ์อีกครั้ง
* ระยะยาว (Long-term): แม้มีแรงกดดันในระยะสั้น แต่ปัจจัยหนุนในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลายในหลายภูมิภาคทั่วโลก การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางหลายประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง และความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นในอนาคต จะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนราคาทองคำ การที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ (No Counterparty Risk) และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทำให้ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการปกป้องความมั่งคั่งในระยะยาว
ตลาดทองคำในขณะนี้กำลังเผชิญกับแรงตึงเครียดจากสองทิศทาง ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่สูงและการคงดอกเบี้ยของ Fed กำลังสร้างแรงกดดันในระยะสั้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนหรือปรับพอร์ต อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อและการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นฐานที่แข็งแกร่งที่ช่วยจำกัดการปรับตัวลงของราคา และอาจเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญเมื่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ เริ่มคลี่คลายลง การลงทุนในทองคำช่วงนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังและพิจารณาจากมุมมองระยะยาวเป็นหลัก
คำถาม: ทำไมราคาทองคำถึงปรับตัวลดลงในวันนี้ (23 เม.ย. 2569)?
คำตอบ: ราคาทองคำปรับตัวลดลงหลักๆ มาจากรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) ของสหรัฐฯ สำหรับเดือนมีนาคม 2569 ที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งทำให้ตลาดลดความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed และส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
คำถาม: Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เมื่อไหร่?
คำตอบ: จากรายงาน Bloomberg Fed Funds Futures ล่าสุด โอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน 2569 ลดลงเหลือเพียง 45% จากเดิมที่สูงถึง 60% ก่อนหน้านี้ เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้ Fed มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมาย 2%
คำถาม: ปัจจัยใดบ้างที่ยังหนุนราคาทองคำในระยะยาว?
คำตอบ: ปัจจัยหลักที่ยังคงหนุนราคาทองคำในระยะยาวได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง รัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวัน รวมถึงการที่ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน ยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้นในอนาคตก็เป็นปัจจัยหนุนสำคัญ
คำถาม: ควรลงทุนทองคำในช่วงนี้อย่างไร?
คำตอบ: การลงทุนทองคำในช่วงนี้ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากราคากำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะสั้น นักลงทุนควรพิจารณาจากมุมมองระยะยาวเป็นหลัก โดยทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการปกป้องความมั่งคั่งและกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน