🥇 ทองสมาคม ซื้อ 72,000.00 ขาย 72,200.00 ▲ +250|🏅 ทองแท่ง 96.5% ซื้อ 72,000.00 ขาย 72,200.00|💍 ทองรูปพรรณ ซื้อ 70,554.64 ขาย 73,000.00|🥇 ทองสมาคม ซื้อ 72,000.00 ขาย 72,200.00 ▲ +250|🏅 ทองแท่ง 96.5% ซื้อ 72,000.00 ขาย 72,200.00|💍 ทองรูปพรรณ ซื้อ 70,554.64 ขาย 73,000.00|
สรุปรายวัน

ทองไทยพุ่งทะลุ 72,200 บาท: แรงหนุนจาก Fed, ตะวันออกกลาง และเงินเฟ้อสหรัฐ

📅 25 เม.ย. 2569 18:31 น. 👁 1 ครั้ง 🥇 ราคาอ้างอิง: 72,000.00 บาท
ทองไทยพุ่งทะลุ 72,200 บาท: แรงหนุนจาก Fed, ตะวันออกกลาง และเงินเฟ้อสหรัฐ

ราคาทองคำในประเทศวันนี้ (25 เมษายน 2569) ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยสมาคมค้าทองคำประกาศราคาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5% ประจำวัน อยู่ที่ราคาซื้อ 72,000.00 บาท และราคาขาย 72,200.00 บาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นถึง 250.00 บาท หรือคิดเป็น 0.35% จากราคาปิดเมื่อวานนี้ การพุ่งขึ้นครั้งนี้สะท้อนถึงอิทธิพลจากปัจจัยมหภาคระดับโลก ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด

ราคาทองคำวันนี้ (25 เม.ย. 2569) และการเคลื่อนไหว

วันนี้ตลาดทองคำในประเทศยังคงคึกคักต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาทองคำแท่ง 96.5% ปิดการซื้อขายภาคเช้าด้วยการปรับตัวขึ้น 250 บาท สู่ระดับ 72,200 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องในรอบหลายสัปดาห์ ราคาทองคำโลก (XAU/USD) ณ เวลา 10:30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 4,004 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ยืนยันถึงภาวะตลาดกระทิงที่แข็งแกร่งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การปรับขึ้น 250 บาทในวันนี้ แม้จะดูไม่มากนักในเชิงเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการยืนยันแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน โดยหากย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (18 เมษายน 2569) ราคาทองคำแท่งยังอยู่ที่ประมาณ 70,500 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งหมายความว่าภายในหนึ่งสัปดาห์ ราคาทองคำไทยได้ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 1,700 บาท สะท้อนถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและการป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น

ปัจจัยขับเคลื่อนราคาทองคำ: ความไม่แน่นอนที่หล่อเลี้ยงตลาดกระทิง

การพุ่งขึ้นของราคาทองคำในวันนี้และตลอดช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นผลจากการรวมตัวกันของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

#### 1. นโยบายการเงินของ Fed และเงินเฟ้อสหรัฐฯ: "Higher for Longer" ที่ยังคงคุกคาม

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ยังคงตรึงสายตานักลงทุนคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังจากการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมีนาคม 2569 เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งยังคงแสดงตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ที่สูงเกินคาดที่ 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้ความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แทบจะเลือนหายไป

ล่าสุด จากรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เดือนเมษายน 2569 ที่เผยแพร่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สมาชิกส่วนใหญ่ยังคงแสดงความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงฝังแน่น และส่งสัญญาณว่า Fed อาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกนาน หรือ "Higher for Longer" เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดอย่างมาก แม้ว่าการคงดอกเบี้ยสูงอาจจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY Index) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ในช่วงสั้น ๆ (ปัจจุบัน DXY อยู่ที่ประมาณ 105.8 จุด) แต่ในระยะยาว นักลงทุนกลับมองว่าการที่ Fed ต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ฝังลึก สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคที่อาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทองคำมักจะทำผลงานได้ดีในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ (inflation hedge) และสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven)

#### 2. ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์: ตะวันออกกลางระอุ ช่องแคบฮอร์มุซเดือด

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่จุดชนวนราคาทองคำให้พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง

* ช่องแคบฮอร์มุซ: รายงานข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังทหารและเรือรบของบางประเทศในภูมิภาคใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ได้สร้างความกังวลอย่างหนักต่อการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล และกระตุ้นให้นักลงทุนแห่เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำทันที
* ความขัดแย้งในฉนวนกาซา: แม้จะมีความพยายามในการเจรจาหยุดยิง แต่สถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย และมีรายงานการปะทะที่รุนแรงขึ้นในบางพื้นที่ ทำให้ความเสี่ยงที่จะขยายวงไปสู่ภูมิภาคยังคงมีอยู่สูง
* รัสเซีย-ยูเครน: ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและไม่มีสัญญาณของการยุติ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านพลังงานและอาหารทั่วโลก
* ไต้หวัน: การซ้อมรบทางทหารในช่องแคบไต้หวันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย

ความตึงเครียดเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่หนุนให้ทองคำเป็นที่ต้องการในฐานะสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในช่วงเวลาแห่งความผันผวนและความไม่แน่นอน

#### 3. ความต้องการจากธนาคารกลางและเศรษฐกิจจีน

ธนาคารกลาง

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568-2569 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายแห่งได้เพิ่มปริมาณทองคำสำรองในคลังอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก World Gold Council (WGC) ล่าสุด (ต้นปี 2569) ระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกได้ซื้อทองคำสุทธิรวมกันกว่า 1,000 ตันในปี 2568 และแนวโน้มนี้ยังคงต่อเนื่องในปี 2569 สาเหตุหลักมาจากการที่ธนาคารกลางต้องการกระจายความเสี่ยงจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และเพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางของจีน ตุรกี โปแลนด์ และอินเดีย ยังคงเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งจากภาครัฐที่มองเห็นคุณค่าของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองที่มั่นคง

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจจีนก็มีบทบาทสำคัญต่อราคาทองคำ แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงยืดเยื้อ และความตึงเครียดทางการค้ากับชาติตะวันตก แต่ความต้องการทองคำทั้งจากภาคครัวเรือนและภาคสถาบันในจีนยังคงแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง การที่รัฐบาลจีนพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย รวมถึงการที่ประชาชนชาวจีนมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและเป็นที่เก็บมูลค่าที่ดีในยามที่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์มีความผันผวน ได้ส่งผลให้ความต้องการทองคำรูปพรรณและทองคำแท่งเพื่อการลงทุนในจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ และเมื่อค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7.2 หยวนต่อดอลลาร์) ก็ยิ่งกระตุ้นให้ชาวจีนหันมาถือครองทองคำเพื่อรักษามูลค่าสินทรัพย์

แนวโน้มราคาทองคำในระยะข้างหน้า

ด้วยปัจจัยขับเคลื่อนที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนโยบายการเงินที่ยังไม่แน่นอนของ Fed, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นภัยคุกคาม และความต้องการทองคำจากธนาคารกลางและผู้บริโภครายใหญ่เช่นจีน ทำให้แนวโน้มราคาทองคำยังคงมีทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะกลางถึงระยะยาว

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าราคาทองคำโลก (XAU/USD) มีโอกาสที่จะทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,100-4,150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ได้ภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หากสถานการณ์เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ต้องล่าช้าออกไปอีก การที่ทองคำยังคงรักษาระดับเหนือ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ได้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่แข็งแกร่ง

สำหรับราคาทองคำในประเทศ ราคาทองคำแท่ง 96.5% มีแนวโน้มที่จะปรับตัวตามราคาทองคำโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 36.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) หากเงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากปัจจัยภายในประเทศ เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมือง ก็จะยิ่งเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำไทยปรับตัวสูงขึ้นได้อีก การทะลุระดับ 72,200 บาทในวันนี้ จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของรอบการปรับขึ้นครั้งใหม่

FAQ

คำถาม: อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 72,200 บาทในวันนี้?
คำตอบ: ปัจจัยหลักมาจากการรวมกันของความไม่แน่นอนในตลาดโลก ได้แก่ การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ("Higher for Longer") เนื่องจากเงินเฟ้อยังสูง, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ, รวมถึงความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกและการบริโภคที่แข็งแกร่งจากประเทศจีน

คำถาม: "Higher for

Longer" หมายถึงอะไร และส่งผลต่อราคาทองคำอย่างไร?
คำตอบ: "Higher for Longer" หมายถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรก เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน สถานการณ์นี้แม้จะทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการเกิดภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทองคำมักจะทำผลงานได้ดีในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ

คำถาม: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลต่อราคาทองคำอย่างไร?
คำตอบ: ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก หากเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นและกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมหาศาล ความกังวลเหล่านี้จะกระตุ้นให้นักลงทุนแห่เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำทันที เพื่อปกป้องมูลค่าสินทรัพย์ของตน

คำถาม: นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว มีปัจจัยภายในประเทศใดบ้างที่ส่งผลต่อราคาทองคำไทย?
คำตอบ: ปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญที่สุดคืออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (USD/THB) หากเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (เช่น จาก 36 บาท เป็น 36.8 บาทต่อดอลลาร์ในปัจจุบัน) จะทำให้ราคาทองคำที่ซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์เมื่อแปลงเป็นเงินบาทแล้วมีราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ ความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองหรือเศรษฐกิจภายในประเทศก็อาจกระตุ้นความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้เช่นกัน

สรุป

การพุ่งทะยานของราคาทองคำไทยที่ทะลุ 72,200 บาทในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการรวมตัวกันของปัจจัยมหภาคระดับโลกที่ยังคงสร้างความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ท่าที "Higher for Longer" ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังคงฝังแน่น, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกคามโดยเฉพาะในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ, ไปจนถึงความต้องการทองคำที่แข็งแกร่งจากธนาคารกลางทั่วโลกและผู้บริโภครายใหญ่อย่างประเทศจีน

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาแห่งความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนยังคงมองว่าทองคำเป็นที่พึ่งยามฉุกเฉินและเป็นแหล่งรักษามูลค่าที่มั่นคง ทำให้แนวโน้มราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาวยังคงมีทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทะลุระดับสูงสุดใหม่ในวันนี้จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของรอบการปรับขึ้นครั้งใหม่ที่ยังคงมีแรงหนุนรออยู่เบื้องหน้า

ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

📤 แชร์บทความ:
Facebook Messenger LINE X (Twitter)
ลิงก์สั้น: https://xn--42cg1c5bwc1ab.live/s/n6a9fa3
ราคาทอง สรุปราคา ทองคำวันนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

← บทความทั้งหมด หน้าแรก →