ราคาทองคำในประเทศประจำวันที่ 24 เมษายน 2569 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 250 บาท สวนทางกับช่วงก่อนหน้าที่ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรง โดยได้รับแรงกดดันจากสัญญาณ Hawkish ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลงชั่วคราว ส่งผลให้ทองแท่ง 96.5% มีราคาซื้ออยู่ที่ 71,750.00 บาท และราคาขายอยู่ที่ 71,950.00 บาท
เช้าวันนี้ (24 เมษายน 2569) สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำปรับลดลง 250.00 บาท คิดเป็นการลดลง 0.35% จากราคาปิดเมื่อวานนี้ โดยราคาทองคำแท่ง 96.5% ซื้อเข้าอยู่ที่ 71,750.00 บาท และขายออกที่ 71,950.00 บาท ซึ่งเป็นการปรับฐานหลังจากที่ราคาทองคำไทยพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงกดดันหลักมาจากสองปัจจัยสำคัญคือท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการลดลงของความร้อนแรงในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์บางประเด็น
เมื่อคืนที่ผ่านมา (23 เมษายน 2569) นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้แถลงการณ์ต่อคณะกรรมาธิการการเงินของสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ Fed จะต้อง "อดทน" มากขึ้นในการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากข้อมูลเงินเฟ้อยังคงมีความ "เหนียวแน่น" (sticky) กว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมีนาคม 2569 ที่พุ่งขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.5% อย่างมีนัยสำคัญ
คำกล่าวของพาวเวลล์ส่งผลให้ตลาดปรับลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ลง โดยนักลงทุนเริ่มมองว่าการลดดอกเบี้ยครั้งแรกอาจถูกเลื่อนออกไปเป็นไตรมาส 3 หรือปลายปี 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนี DXY (Dollar Index) พุ่งทะลุระดับ 106.00 ขึ้นไปยืนเหนือ 106.25 จุด ซึ่งเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบหลายเดือน การแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้ราคาทองคำในตลาดโลก (XAU/USD) ซึ่งซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น และส่งผลให้เกิดแรงเทขายทำกำไร กดดันให้ราคาทองคำโลกปรับลดลงจากระดับ $2,365 เมื่อวานนี้ลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ $2,330-$2,340 ในช่วงเช้าวันนี้
อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาเสริมแรงกดดันต่อราคาทองคำคือการคลี่คลายลงชั่วคราวของสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากที่รัฐบาลอิหร่านและซาอุดีอาระเบียได้มีการเจรจาผ่านคนกลางอย่างลับๆ และมีรายงานข่าวว่าได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการลดความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก นอกจากนี้ การเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสในฉนวนกาซาก็มีความคืบหน้าเล็กน้อย แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนก็ตาม
การลดลงของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ได้ลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) อย่างทองคำลงชั่วคราว ทำให้เม็ดเงินลงทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดทองคำไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ตลาดหุ้น หรือพันธบัตร
หากเปรียบเทียบกับราคาเมื่อวานนี้ (23 เมษายน 2569) ซึ่งทองคำแท่งปิดที่ 72,200.00 บาท (ขายออก) ราคาในวันนี้ลดลง 250 บาท ในขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (17 เมษายน 2569) ราคาทองคำไทยยังคงซื้อขายอยู่ในระดับ 70,500.00 - 70,800.00 บาท การปรับฐานในวันนี้จึงถือเป็นเรื่องปกติหลังจากที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงกว่า 1,000 บาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวกด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อที่สูงขึ้นก่อนหน้านี้
ในระยะสั้น 1-3 วันข้างหน้า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มที่จะผันผวนและอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หาก Fed ยังคงท่าที Hawkish และค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่า อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง หรือมีข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ก็อาจจะหนุนให้ราคาทองคำกลับมาเป็นที่ต้องการในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง นักลงทุนควรจับตาการประกาศดัชนี PCE Price Index ของสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด
จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาทองคำกำลังปรับฐานและเผชิญแรงกดดันจาก Fed ที่ Hawkish ขึ้น ประกอบกับการคลี่คลายลงชั่วคราวของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์:
* สำหรับนักลงทุนระยะสั้น: หากรับความเสี่ยงได้น้อย และมีกำไรในพอร์ตอยู่แล้ว การพิจารณา ขายทำกำไร บางส่วน ณ ระดับราคา 71,950 บาท เพื่อลดความเสี่ยงและรอจังหวะเข้าซื้อใหม่เมื่อราคาอ่อนตัวลง อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม
* สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว: หากยังไม่มีทองคำในพอร์ตและต้องการสะสม การรอจังหวะที่ราคาปรับฐานลงมาที่แนวรับสำคัญ เช่น บริเวณ 71,000 - 71,200 บาท หรือหากราคาทองคำโลก (XAU/USD) ทดสอบแนวรับ $2,300-$2,310 แล้วไม่หลุดลงไป อาจเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม การ ถือ ทองคำไว้ในพอร์ตบางส่วนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นสิ่งสำคัญ
คำถาม: การปรับลดลงของราคาทองคำในวันนี้เป็นสัญญาณว่าขาขึ้นของทองคำได้จบลงแล้วหรือไม่?
คำตอบ: ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าขาขึ้นของทองคำได้จบลงแล้ว การปรับลดลงในวันนี้เป็นเพียงการปรับฐานและตอบสนองต่อปัจจัยเฉพาะหน้า เช่น ท่าทีของ Fed และการคลี่คลายของภูมิรัฐศาสตร์ชั่วคราว แนวโน้มระยะยาวยังคงถูกหนุนด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลก
คำถาม: ปัจจัยใดที่สำคัญที่สุดที่ต้องจับตาสำหรับราคาทองคำในสัปดาห์หน้า?
คำตอบ: ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการประกาศดัชนี PCE Price Index ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ใช้ในการพิจารณานโยบาย รวมถึงถ้อยแถลงเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ Fed และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน
คำถาม: ค่าเงินบาทมีผลต่อราคาทองคำในประเทศอย่างไร?
คำตอบ: ค่าเงินบาทมีผลอย่างมากต่อราคาทองคำในประเทศ หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (เช่น 1 ดอลลาร์แลกได้หลายบาท) จะทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าราคาทองคำโลกจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยก็ตาม ในทางกลับกัน หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ราคาทองคำในประเทศก็จะถูกกดดันให้ลดลง
คำถาม: เศรษฐกิจจีนในปัจจุบันมีผลต่อราคาทองคำอย่างไร?
คำตอบ: เศรษฐกิจจีนเป็นผู้บริโภคและผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ของโลก หากเศรษฐกิจจีนเติบโตแข็งแกร่ง ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนและเครื่องประดับก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะหนุนราคาทองคำ ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง อาจส่งผลให้ความต้องการทองคำลดลง และกดดันราคาได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ธนาคารกลางจีนยังคงเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ ซึ่งช่วยพยุงราคาทองคำได้ในระดับหนึ่ง
ราคาทองคำในวันนี้ได้มีการปรับฐานลง 250 บาท ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อท่าทีที่ Hawkish ขึ้นของธนา
คารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการคลี่คลายลงชั่วคราวของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะมีการปรับฐาน แต่แนวโน้มระยะยาวของทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและแรงซื้อจากธนาคารกลางต่างๆ นักลงทุนจึงควรติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
คารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการคลี่คลายลงชั่วคราวของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะมีการปรับฐาน แต่แนวโน้มระยะยาวของทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและแรงซื้อจากธนาคารกลางต่างๆ นักลงทุนจึงควรติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน